ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับคู่แข่งขันเดิมในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน การแข่งขันกับคู่แข่งขันรายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นของภาครัฐและความต้องการเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองในลักษณะที่เราเรียกกันว่า SMEs ที่มาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์และความพยายามในการปิดช่องว่างที่ผู้บริโภคคาดหวังมาตลอด และอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญคือ การแข่งขันกับคู่แข่งขันที่ “ยังระบุไม่ได้” เนื่องด้วยเขาเหล่านั้นอาจข้ามมาจากอุตสาหกรรมใดๆ ก็ได้ หรืออาจเป็นผู้ประกอบการ “เด็กน้อย” ที่อาจยังไม่แม้แต่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ นั่นก็คือเหล่าสตาร์ทอัพ (Startup) ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และอินเทอร์เน็ตในการปิดช่องว่างที่แม้แต่ผู้บริโภคก็ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองคาดหวังถึงสิ่งนั้น (ส่วนใหญ่เป็นการยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้)

ในโลกที่ผู้บริโภคถือเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนในทุกอย่าง การปรับเปลี่ยนองค์กรกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะองค์กรที่มีรูปแบบการดำเนินงานและกระบวนการทำงานในรูปแบบเดิมๆ (Traditional) แน่นอนว่าองค์กรส่วนใหญ่จะพยายามมุ่งการเปลี่ยนในลักษณะ Digital Transformation ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันคือคำตอบของความอยู่รอดในโลกยุคดิจิทัลนี้

แต่ประเด็นสำคัญคือเป้าหมายการปรับเปลี่ยนดังกล่าว จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่เหมาะสม ซึ่งได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกร่วมกับศักยภาพขององค์กรไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินหรือมิใช่การเงิน โดยเฉพาะการลงทุนทางเทคโนโลยีที่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญต่อความอยู่รอดหรือเติบโต และเป็นประเด็นการตัดสินใจที่สำคัญของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเทคโนโลยีหรือระยะเวลาที่เหมาะสม

เราอาจเห็นข่าวการเปิดร้านค้าปลีกของ Amazon.com ในชื่อของ Amazon GO ที่เหมือนจะเป็นการ Backward จาก E-commerce กลับมายัง Traditional retails แต่นั่นอาจเป็นการดูเพียงพิวเผินเมื่อร้านต้นแบบดังกล่าว สามารถปิดช่องว่างความไม่พึงพอใจของลูกค้าที่ต้องต่อคิวชำระค่าสินค้าเป็นเวลานาน สำหรับข่าวนี้กลับทำให้ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Walmart เร่งปรับตัวในการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และสามารถกลับมาชดเชยการลดลงของช่องทางออฟไลน์ได้ในที่สุด