ในแต่ละปี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีการมอบรางวัลให้กับผู้บริหาร บริษัทจดทะเบียนฯ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในนามของ SET Awards โดยปีนี้จะมีการประกาศผลและมอบรางวัลในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ ทริส (TRIS) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหลักเกณฑ์และประมวลผลรางวัลมาตลอดกว่า 10 ปี และในปีนี้นั้น SET Awards ได้มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือได้มีการรวมรางวัล Sustainability Awards เข้ามาด้วยกัน โดย Sustainability Awards ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มอบให้กับบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีผลการดำเนินงานในด้านความยั่งยืนที่โดดเด่นเป็นทุกปีเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ SET Awards 2019 นี้จะประกอบด้วยรางวัลใน 2 กลุ่มก็คือ กลุ่มความยอดเยี่ยมด้านผลการดำเนินงานหรือ Business Excellence และกลุ่มความยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืนหรือ Sustainability Excellence

การรวมกันดังกล่าวยังสะท้อนถึงการแสดงความสามารถของผู้บริหารและบริษัทต่างๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญทั้ง 2 ด้านคือการสร้างความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาวไปพร้อมๆ กัน โดยผลการดำเนินงานในปัจจุบันและวิสัยทัศน์ทางธุรกิจนั้น จะต้องมีส่วนของการ “ลงทุน” เพื่อความยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย ที่เราเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือในลักษณะของการที่ต้องดูแลในผลกระทบที่เกิดขึ้นได้จากการดำเนินการของบริษัทเอง เช่น โครงการก่อสร้างของบริษัทจะต้องไม่รบกวนชุมชนหรือมีการจัดการลดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ร่วมกัน ที่ย่อมมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากขึ้น กำไรก็ย่อมลดลง เป็นต้น ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองนั้นได้มีการส่งเสริมในความรู้ ความเข้าใจให้เกิดความตระหนักต่อความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องในโมเดลที่เรียกกันว่า ESG

แนวคิด ESG ที่ย่อมาจาก Environmental, Social & Governance นั้น เป็นการสร้างความตระหนักต่อวิสัยทัศน์และการจัดการของบริษัทในยุคใหม่ ที่มิใช่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดระยะสั้นเพียงเท่านั้น แต่ต้องเคารพต่อสิทธิและคำนึงถึงผลกระทบรอบด้านที่มีต่อผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมชุมชน และด้านความโปร่งใส ซึ่งการทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรในระยะยาว ทั้งในมุมมองของการบริหารความเสี่ยง (บริษัทไม่ต้องมีความใช้จ่าย/ต้นทุนเพิ่มเติมในอนาคตจากการเยียวยาหรือแก้ไขผลกระทบ) และมุมมองเรื่องของชื่อเสียงหรือแบรนด์ (ความนิยมต่อสินค้าและบริการของบริษัทที่พร้อมจะสนับสนุนและปกป้องบริษัท)

แน่นอนว่าเราคงได้เห็นการนำของบริษัทชั้นนำมากมายอยู่แล้วในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น... ถึงเวลาที่ “ทุกคน” ต้องทำแล้วครับ