ดร.สุรเดช จองวรรณศิริ ผู้อำนวยการ สถาบันวิทยาการจัดการ

พฤศจิกายน 2560
Co-creation-Banner.png

     ความยั่งยืน (Sustainability) เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการบริหารองค์กรในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตอบสนองต่อผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่มอย่างสมดุล โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจที่แต่เดิมนั้น จะมุ่งเป้าหมายในการแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด (Maximize Profits) ได้ยอมรับปรับเปลี่ยนแนวทางการเติบโตมาสู่แนวคิดการสร้างความยั่งยืนของผลตอบแทนสูงสุดต่อส่วนรวมในระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะมุ่งสร้างสมดุลของผลตอบแทนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีผลกำไรเป็นเสมือนทางผ่านไปสู่ประโยชน์สุขร่วมกันของทุกฝ่ายในการที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน แนวทางดังกล่าวสามารถสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความยั่งยืนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน

 

Sustainability

     แนวคิดด้านความยั่งยืนมีจุดเริ่มต้นสืบเนื่องมาจากการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรของมนุษยชาติ โดยในปี 1972 การประชุมสุดยอดขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment) ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้มีการเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยจนเกินขีดจำกัด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกได้เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน โดยอีก 20 ปีต่อมาใน การประชุมสุดยอดCo-creation-1.jpgโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Earth Summit) ปี 1992 ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ได้มีการประกาศทิศทางใหม่ในการพัฒนาว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development ที่ควรคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย เช่น ปัญหาโลกร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกเหนือจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ทั้งนี้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติรวม 178 ประเทศ ได้ร่วมลงนามรับรองปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา และแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่งถือว่าเป็นแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก โดยครอบคลุมการพัฒนาที่สมดุลทั้ง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ มีพันธกรณีที่ต้องจัดทำนโยบายและแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับแนวทางของแผนปฏิบัติการ 21 นี้

 

     ปี 1999 กระแสแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมได้มีพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่อ Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ออกมาเรียกร้องให้ธุรกิจทั่วโลกแสดงความเป็นพลเมืองที่ดีของโลก (Good Global Citizenship) รวมทั้งประกาศ “The UN Global Compact” เพื่อใช้เป็นกรอบดำเนินการการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับองค์กรธุรกิจต่อไป และในปีถัดมา OECD หรือองค์กรเพื่อความCo-creation-3.jpgร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ก็ได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับบริษัทข้ามชาติ (The OECD Guidelines for Multinational Enterprises) เสนอแนะให้บริษัทข้ามชาติของประเทศสมาชิก OECD มีความรับผิดชอบต่อสังคมและติดต่อค้าขายเฉพาะกับคู่ค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น ทั้งนี้ หลักการของความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ สามารถสรุปสั้นๆ ได้ด้วยคำกล่าวของ Bjorn Stigson ประธานสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development, WBCSD) ที่ว่า “ธุรกิจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในสังคมที่ล้มเหลว” (Business cannot succeed in a society that fails)

 

     ในปี 2002 องค์การสหประชาชาติได้จัดการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development: WSSD) ณ กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีประเทศสมาชิกจำนวน 180 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยร่วมลงนามรับรองปฏิญญาโจฮันเนสเบิร์กและแผนปฏิบัติการโจฮันเนสเบิร์ก ที่มุ่งเน้นให้ประเทศสมาชิกนำแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแผนปฏิบัติการ 21 มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง การประชุม World Economic Forum  ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้มีมติ “Joint CEO Statement” ยอมรับคุณค่าและความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคม โดยประกาศจัดตั้ง Global Corporate Citizenship Initiative (GCCI) ขึ้นเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ ในการนำแนวทางความยั่งยืนไปปฏิบัติให้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหน้าที่และกลยุทธ์ในการดำเนินกิจการเพื่อผลกำไรและการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนของกิจการเอง รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

     ปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงเวลาครบรอบ 20 ปีของการจัดประชุม Earth Summit 1992 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้กำหนดให้มีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Conference on Sustainable Development: UNCSD) หรือ Rio+20 ณ นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล อีกครั้ง โดยเป็นการร่วมกันให้คำมั่นต่อการดำเนินการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินความก้าวหน้าและอุปสรรคในการดำเนินการ และรวมทั้งการระบุความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่

 

The Global Goals for Sustainable Development

     เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals (MDGs) ที่ประชาคมโลกได้ใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในช่วงก่อนปี 2015 ได้มุ่งเน้นการหลุดพ้นความยากจนเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อการเสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนใน 8 ด้าน คือ 1) ขจัดความยากจนและความหิวโหย 2) ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา 3) ส่งเสริมบทบาทสตรีและความเท่าเทียมกันทางเพศ 4) ลดอัตราการตายของเด็ก 5) พัฒนาสุขภาพสตรีมีครรภ์ 6) ต่อสู้โรคเอดส์ มาเลเรีย และCo-creation-2.gifโรคสำคัญอื่นๆ 7) รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ 8) ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก ซึ่งจะมุ่งเป้าไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นสำคัญ ต่อมาในช่วงที่กรอบระยะเวลาของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษนี้ใกล้สิ้นสุดลง องค์การสหประชาชาติจึงได้เริ่มกระบวนการหารือเพื่อกำหนดวาระการพัฒนาใหม่ โดยวางกระบวนทัศน์ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นกรอบในการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) สำหรับใช้เป็นเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันของประชาคมโลก ซึ่งได้มีมติเห็นชอบร่วมกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 ประกอบด้วย 17 เป้าหมาย (Goals) และ 169 เป้าประสงค์ (Target) ของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้กรอบเป้าหมายที่ต้องบรรลุผลภายในปี 2030 จะมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาคมโลกมากขึ้นในการสร้างความยั่งยืนของการอยู่ร่วมกันทั้งโลก การถ่ายทอดเป้าหมายดังกล่าวจึงขยายฐานไปยังประเทศทุกระดับเศรษฐกิจ และในทุกระดับองค์กร ทั้งระดับประเทศ ระดับองค์กรภาครัฐ/ภาคเอกชน รวมทั้งระดับประชาชนด้วย ทั้งนี้ 17 เป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ 1) ขจัดความยากจน 2) ขจัดความหิวโหย 3) มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4) การศึกษาที่เท่าเทียม 5) ความเท่าเทียมทางเพศ 6) การจัดการน้ำและสุขาภิบาล 7) พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ 8) การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ 9) อุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน 10) ลดความเหลื่อมล้ำ 11) เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน 12) แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน 13) การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 14). การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล 15) การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก 16) สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก และ 17) ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ในปัจจุบันกรอบเป้าหมาย 17 ประการของ SDGs ถือเป็นกรอบแนวคิดหลักของกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ อย่างกว้างขวาง ด้วยความหวังว่าองค์กรจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จไปสู่ความยั่งยืนของโลกตามเป้าหมายภายในปี 2030

 

Sustainable Business

     รากฐานของแนวคิดความยั่งยืนของกิจการ เริ่มต้นจากแนวคิดของ John Elkington ที่แสดงไว้ในหนังสือ "Cannibals with forks: The Triple bottom line of 21st century business" ที่ตีพิมพ์ในปี 1977 โดยหนังสือดังกล่าว ได้ให้แนวคิดที่สำคัญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โดยได้ให้คำจำกัดความของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ว่า “การดำเนินการใดๆ ให้มั่นใจว่าการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะไม่เป็นสิ่งที่จำกัดทางเลือกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นต่อไปในอนาคต” (The principle of ensuring that our actions today do not limit the range of economic, social, and environmental options open to future generations) ทั้งนี้ได้นำเสนอแนวคิดของ Triple Bottom Line ของวิถีแห่งความยั่งยืน คือ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Economic prosperity) คุณภาพของสิ่งแวดล้อม (Environmental quality) และความเป็นธรรมทางสังคม (Social justice) ที่มุ่งให้กิจการต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นผลมาจากความคาดหวังและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั่นเอง ทั้งนี้แนวคิด Triple Bottom Line ก็นำมาสู่แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติในระดับสากล รวมทั้งประเทศไทย ก็ได้กำหนดเป็นกรอบแนวคิดความยั่งยืนประกอบในคู่มือแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ สำหรับการสนับสนุนให้ความรู้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และองค์กรธุรกิจโดยทั่วไป.

 

     จากรายงานการประเมินผลการติดตามการดำเนินการตาม The UN Global Compact (Global Corporate Sustainability Report) ที่มีการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ปรากฎพัฒนาการความก้าวหน้าที่สำคัญใน 4 ประการ คือ (1) บริษัทส่วนใหญ่มุ่งไปสู่การปฏิบัติมากขึ้นกว่าเดิม (2) บริษัทขนาดใหญ่ยังคงเป็นผู้นำในการปฏิบัติตามแนวทาง (3) มุ่งพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจในการปรับปรุงความสามารถการดำเนินงานของบริษัท และ (4) บริษัทส่วนใหญ่สามารถมองภาพรวมของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างชัดเจนมากขึ้น  ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการให้ความสำคัญของแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ก้าวหน้าขึ้น โดย The UN Global Compact ประกอบด้วยหลักการที่สำคัญ ครอบคลุมใน 4 ด้าน คือ สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านคอรัปชั่น

 

CSR to CSV

     มาตรฐานสากลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ ISO 26000 ได้ระบุถึงการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีเป้าหมายผลลัพธ์เป็นการสร้างผลตอบแทนสูงสุดอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการได้หมายถึง การประกอบกิจการด้วยความดูแลใส่ใจต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ ตลอดจนมีธรรมาภิบาลเป็นเครื่องกำกับให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใสและยุติธรรม มีความตระหนักถึงผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยพร้อมจะแก้ไขเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทุกเวทีการค้า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อความยั่งยืนของกิจการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ ซึ่งไม่ใช่แค่เจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นเท่านั้น ยังหมายรวมถึงพนักงาน ชุมชน สังคมบริเวณที่กิจการตั้งอยู่ รัฐบาล ลูกค้า หรือใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการ และมีโอกาสสร้างผลกระทบต่อกิจการหรือได้รับผลกระทบจากกิจการ

ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (Corporate Social Responsibility, CSR) เป็นการดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในองค์กรและในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข โดยหากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร (หมายรวมถึงองค์กรประเภทอื่นได้ด้วย) ส่วนคำว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติหรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคำว่า Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือที่อยู่ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ อีกด้วย

 

     พัฒนาการแนวความคิดของความรับผิดชอบต่อสังคมล่าสุด ได้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์หรือ Strategic CSR เพื่อใช้สร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ จนมาสู่แนวคิด Creating Shared Value (CSV) หรือการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน ซึ่ง Michael E. Porter และ Mark R. Kramer ผู้ที่เป็นต้นตำรับของแนวคิดดังกล่าว รวมทั้งได้ก่อตั้งเป็น Shared Value Initiative เมื่อปี 2012 เพื่อนำแนวคิด CSV ที่ทั้งสองได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น ไปใช้ในองค์กรและทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ การสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV ตามแนวทางของ Porter และ Kramer ดังกล่าว ให้ความสำคัญกับการนำวิธีการทางธุรกิจมาใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคม โดยคำนึงถึงการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักของกิจการ มาสร้างให้เกิดเป็นคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน ถือเป็นส่วนที่มาขยายหรือเติมเต็มการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้วิถีของการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ในบริบทของ CSR in process ได้อย่างเด่นชัดมากขึ้น

     “The purpose of the corporation must be redefined as creating shared value, not just profit per se. This will drive the next wave of innovation and productivity growth in the global economy.” Michael E. Porter

 

แหล่งข้อมูล

The United Nations Environment Programme (www.unep.org)
The United Nations Global Compact (www.unglobalcompact.org)
The Organisation for Economic Co-operation and Development (www.oecd.org)
The World Economic Forum (www.weforum.org)
The International Organization for Standardization (www.iso.org)
The Sustainable Development Agenda (www.un.org/sustainabledevelopment)
The Sustainable Development Knowledge Platform (sustainabledevelopment.un.org/sdgs)
The United Nations Thailand (www.un.or.th/globalgoals)